18 Nov

หากสงสัยว่าเป็น ไข้เลือดออก

หากสงสัยว่าเป็น ไข้เลือดออก กรณีที่เป็นตุ่มเกิดจาก ไข้เลือดออก ตุ่มที่เกิดขึ้นจากไข้เลือดออก ควรสังเกตตั้งแต่อาการไข้ที่จะพบร่วมด้วย หากไข้สูงนำมาแล้ว 2-7 วัน ภายหลังที่ไข้เริ่มลดลง ในระยะดังกล่าวจะปรากฏผื่นแดงขึ้นมา ผื่นเหล่านี้เมื่อขึ้นมาแล้วจัดอยู่ในระยะที่ต้องระมัดระวัง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อคได้ ลักษณะของตุ่มจะเป็นตุ่มแดง มีขนาดเล็ก กระจายไปทั่วทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา ลำตัว หรือตามใบหน้า

การรักษาโรคไข้เลือดออก

ในขณะนี้ยังไม่มียาชนิดใด ที่สามารถต่อต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออกได้ แพทย์จะให้การรักษาโดยรักษาไปตามอาการในแบบประคับประคองไปก่อนเท่านั้น แต่ทั้งนี้ก็จะเกิดผลดีได้ หากแพทย์สามารถทำการวินิจฉัยพบโรคได้ตั้งแต่เกิดขึ้นในระยะแรกๆ อีกทั้งแพทย์จะต้องมีความเข้าใจถึงธรรมชาติของโรคและให้การรักษารวมทั้งการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ผู้ป่วยยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วไหลของพลาสมา

สิ่งนี้ทุกคนควรจำให้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะป่วยด้วยอาการมากน้อยแค่ไหนก็ใช้ยาชนิดนี้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกไม่ได้ รวมถึงยากลุ่ม NSAIDS เพราะในยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติจับตัวกันเป็นก้อนเลือด ซึ่งยานี้อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกให้มากกว่าเดิมได้นั่นเอง

ป่วยมีไข้แค่ใหน จึงต้องนำส่งโรงพยาบาล ?

อาการเริ่มแรกของไข้เลือดออกก็แทบจะไม่ต่างจากไข้หวัดธรรมดาเลย แต่ไข้เลือดออกจะไม่มีอาการไอและไม่มีน้ำมูก จึงทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นอาการของหวัดจึงไม่ค่อยตื่นตัว แต่จะมารู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อมีอาการ เลือดออกมากผิดปกติและมีไข้ อาเจียน ปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มือ เท้าเย็น ตาลาย เหงื่อออกมาในช่วงที่ไข้ลด อาการเหล่านี้คืออาการชนิดที่รุนแรงจึงต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วนเพราะคนไข้อาจเกิดอาการช็อคหมดสติได้

หากสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ไม่ควรประมาท! แต่ควรรีบไปหาแพทย์ให้วินิจฉัยทันที เพื่อป้องกันอันตรายในระยะวิกฤต จนอาจส่งผลถึงชีวิต
ไข้เลือดออกรักษาได้ (ถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆ)

บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าโรคไข้เลือดออก ก็สามารถรักษาไข้หายขาดได้แล้ว ซึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น… ก็สังเกตุได้จากอาการไข้ที่ลดลงภายใน 24-48 ชั่วโมง คนไข้จะรู้สึกตัว ร่าเริง เริ่มทานอาหารได้บ้างเล็กน้อย นั่นจะเป็นอาการบ่งบอกว่าผู้ป่วยกำลังจะหายจากโรคไข้เลือดออกแล้วนั่นเอง

วิธีดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

ในช่วงที่ผู้ป่วยมีไข้สูง บางรายอาจมีอาการชักได้พร้อมกัน โดยพาะเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ยาลดไข้ และยาลดไข้นั้นควรใช้ยาพาราเซตามอลเท่านั้น ที่สำคัญห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกร็ดเลือดในร่างกายเสียการทำงาน อีกทั้งยังทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและทำให้เลือดออกมาได้ง่ายขึ้น
ควรชดเชยน้ำให้แก่ผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ และมีอาการเบื่ออาหาร รวมทั้งมีอาการอาเจียน จึงทำให้ขาดน้ำในปริมาณที่มาก ดังนั้นจึงควรชดเชยน้ำด้วยการให้ดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่
หมั่นติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลา
ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ปลอดยุง ควรมีมุ้งลวดหรือกางมุ้งเพื่อป้องกันยุง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อนมาก ๆ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน
ดื่มน้ำหรือเกลือแร่ให้มากพอ โดยสังเกตที่สีปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อน หากปัสสาวะสีเข้ม ต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
เช็ดตัวผู้ป่วยด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น ควรรักษาอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยไม่ให้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส กรณีที่มีไข้ ห้ามเช็ดตัวหรืออาบน้ำด้วยน้ำเย็น เพราะผู้ป่วยอาจสั่นได้

ควรรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล ตามขนาดที่แพทย์สั่ง เพราะหากรับยาเกินขนาด อาจทำให้ตับอักเสบได้
ห้ามให้ผู้ป่วยทานยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDS เด็ดขาด เนื่องจากยาทั้ง 2 ตัว ต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกได้
ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ งดใช้ยากลุ่มปฏิชีวนะ เพราะเชื้อไวรัสของโรคไข้เลือดออกไม่ใช้เชื้อแบคทีเรีย จึงไม่จำเป็นกับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเลย
ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และรสไม่จัด เช่น ข้าวต้ม หรือแกงจืด เป็นต้น
ไม่ควรรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดำ หรือน้ำตาล เพราะเวลาปัสสาวะและอุจจาระอาจสังเกตได้ยากว่าสิ่งที่ผู้ป่วยขับถ่ายออกมามีเลือดปนมาด้วย